[sf] Last song 03 JinxTatsuya
posted on 20 Nov 2008 17:10 by piengtavan in KAT-TUN, shotfic
Title:: Last Song
cast:: JinxTatsuya
03
กลิ่นกายหอมจาง เส้นผมที่นุ่มมือ ความอุ่นของอุณหภูมิกาย สิ่งที่ผมเฝ้าฝันทุกวัน ว่าสักวันมันจะต้องกลับมาอยู่ที่มือของผมอีกครั้ง วันนี้ มันเป็นดั่งที่หวังแล้ว ผมจะไม่ยอมปล่อยอ้อมแขนนี้อีก ไม่ว่าจะยังไง ต่อให้กลายเป็นภูตผีปีศาจ ผมก็จะไม่มีวันให้เค้าจากผมไปอีกเป็นครั้งที่สอง....
.....
ความเจ็บปวดจากการลาจาก ... ผมยังรู้สึกถึงมันได้ดี
แผ่นหลังของทัตซึยะที่กำลังห่างออกไปทุกทีๆ ค่อยๆหายไปจากสายตาผม ท่ามกลางความมืดที่ค่อยๆกลืนกินร่างบางนั้น ร่างที่แสนรักของผมไป ผมไม่สามารถทำความเข้าใจกับการกระทำของเค้าได้ ผมไม่รู้ว่าเพราะเหตุอะไรทำไมเค้าถึงได้จากผมไป... เพราะเพียงว่า พ่อของเค้าเป็น โป๊ปอย่างนั้นหรอกหรือ? หรือว่าเพราะผมไม่มีความสามารถพอที่จะปกป้องเค้าไว้ได้ หรือเพราะว่าผมยังคงนั่งอยู่ตรงนั้น ตรงที่เค้าปล่อยมือจากผมไป เพราะผมไม่รั้งเค้าไว้ใช่มั้ย? เค้าถึงได้จากไป ....
หลังจากนั้นเป็นต้นมา ... ชีวิตผมก็ตายลงไปแล้ว แม้ร่างกายที่คงอยู่ยังคงมีลมหายใจ แต่ในเมื่อจิตใจไม่มี มันก็ไม่ต่างอะไรไปจากตายนัก
แล้ววันหนึ่ง เหตุผลของการลาจากของทัตซึยะ ผมก็ได้รับรู้ถึงมัน... เมื่อผมเห็นพ่อของทัตซึยะ มาเหยียบถึงหน้าบ้านของพวกเรา อีกครั้ง...
"แกเอาลูกของฉันไปไว้ไหน!" เสียงแหบพร่าของชายแก่นคนนั้นตะคอกใส่ผมขณะที่กระหม่อมของผมมีวัตถุอันตรายสีดำจ่ออยู่ เตรียมจะพรากร่างที่มีลมหายใจให้ตามใจของผมไป นั่นไม่ได้ทำให้ผมมีปฏิกิริยาอะไรที่ต่างไปจากกิจวัตรของผมนักหลังจากที่ทัตซึยะได้จากไป ดวงตาของผมมองหน้าของชายแก่คนนั้นนิ่งๆ
เพราะผมไม่ตอบ ชายชุดดำจึงเอาด้ามปืนฟาดเข้าที่หัวของผมอย่างแรง จนผมสัมผัสได้ถึงความเย็นที่ค่อยๆไล้ลงมาตามหน้าผากไล่มาเรื่อยๆจนถึงหางคิ้ว ก่อนที่ร่างผมจะถูกกระชากเข้าไปใกล้กับชายแก่คนนั้นด้วยมือของเค้า
"ไอ้คนบาปจอมลวงโลก แกล่อลวงลูกของฉันไปไว้ไหนกัน อย่ามาบอกว่าไม่รู้ เพราะฉันตามหาลูกของฉันทุกที่ที่เค้าจะต้องไป เหลือเพียงแต่ที่นี่ แกล่อลวงลูกฉันไปไว้ไหน!!" ... เสียงแหบพร่ากัดฟันพูดกับผม ก่อนที่จะลงท้ายด้วยเสียงตะคอกอย่างเช่นเคย เพียงแต่ผิดกันที่คราวนี้ผมมีปฏิกิริยาตอบกลับกับคำพูดน่าขันของพวกเค้า
"คุณรู้แน่หรือ ว่าทุกที่ที่ทัตซึยะจะไปเป็นที่ไหน ..." ผมพูดจบก่อนที่จะแค่นยิ้มเหยียดส่งไปให้อย่างสมเพช ใช่ ผมสมเพชชายคนนี้ ... คนที่เป็นถึงพ่อของทัตซึยะ แต่ไม่สามารถที่จะทำให้เค้ามีความสุขได้จนกระทั่งเค้าต้องหนีออกมา คนที่ต้องมาเค้นคำตอบถามหาที่อยู่ของลูกตัวเองกับคนที่เค้าเรียกว่า คนบาป เหอะ น่าหัวเราะซะไม่มี
แต่ผมคงไม่มีแรงที่จะหัวเราะหรอก เพราะหลังจากนั้น ผมก็หมดสติไปกับความทรงจำครั้งสุดท้ายคือด้ามปืนที่กระแทกเข้าที่กระหม่อมผม ก่อนทีผมจะฟื้นคืนสติขึ้นมาด้วยความเจ็บปวดที่แล่นปร๊าบมาจากใบหน้า และกลางลำตัว แต่ผมไม่สนมันหรอก ผมคิดถึงแต่คำพูดของชายแก่คนนั้น ที่บอกว่า ทัตซึยะไม่ได้อยู่กับเค้าแล้ว...
หลังจากนั้นเป็นต้นมา ดูเหมือน ชีวิตของผมจะเริ่มฟื้นคืน ผมกลับมาทำตัวเป็นปกติชนอีกครั้ง ก่อนที่จะเริ่มออกตามหาเค้า และเมื่อผมหาเค้าพบ ผมจะเล่นบทเพลงที่ผมได้แต่งขึ้นมาให้เค้า มันเป็นเพลงไร้เนื้อร้อง เป็นบทเพลงที่ผมรอเค้า มาเติมสิ่งที่ขาดให้เต็ม เป็นเพลงสุดท้าย กับความเจ็บปวดของเค้าและผมที่จะพบเจอ แล้วเราจะอยู่ด้วยกันอีกครั้ง ตลอดไป...
----------------------------------------------------------------------------------------------------
อ้อมแขนที่กอดรัดแน่น ความอบอุ่นที่ห่างหายไปนาน ราวกับหลายสิบภพ เสียงทุ้มที่เอ่ยเรียกชื่อผมอย่างแผ่วเบา.... ทั้งที่ผมไม่คิดว่าจะได้พบเจอมันอีก แต่ตอนนี้ เค้ากำลังโอบกอดผมอย่างที่เคย พร่ำเรียกชื่อผมอย่างที่เคย ... มันทำให้ผมรู้ว่า ผมไม่อยากที่จะจากมันไปอีกแล้ว .... ไม่ว่าอะไรจะมาพรากก็ไม่ยอม ต่อให้ตายกลายเป็นผี แม้จะเหลือเพียงแค่เศษเสี้ยวของวิญญาณ ผมก็จะอยู่กับเค้าตลอดไป
.....
ความปวดร้าวของคำบอกลาที่ผมเอ่ยออกมา ผมจำมันได้ดี... มันปวดเสียจนอยากที่จะเอามีดมาผ่าหัวใจผมออก มันจะได้หายเจ็บปวดราวกับจะตายเสียให้ได้แบบนี้ ...
ภาพใบหน้าที่แสนรักขงผม ดวงตาที่เคยประกายวาวอย่างเย่อหยิ่งและขี้เล่น วันนั้นวันที่ผมทำร้ายเค้าด้วยคำพูดและการกระทำ ผมเห็นว่ามัน ได้กลายเป็นความว่างเปล่า ดั่งหลุมดำ...
ผมหันหลังเดินจากมาด้วยท่าทีที่ผมพยายามให้นิ่งที่สุด ผมพยายามที่จะจากมาด้วยรอยยิ้มสุดท้ายที่จะพยายามยิ้มให้เค้า แม้น้ำตาจะไหลก็ช่าง ผมไม่มีปัญญาที่จะปาดมันออกหรอก ก็ในเมื่อแรงที่เหลือทั้งร่างกายผม หมดไปกับการพูดและการเดินจากมาหมดแล้ว
ผมกลับมาอยู่กับคนที่ได้ชื่อว่าพ่อของผม... เค้าเป็นได้แค่พ่อในฐานะของผมเพียงเท่านั้น แต่ในเรื่องการปฏิบัตล่ะก็... เค้าคือคนอื่น เป็นแค่พระที่โลภมากในอำนาจและชื่อเสียง เพียงแค่เท่านั้น...
ผมมาอยู่กับเค้า ถ้าจะเรียกให้ถูก ผมถูก จับมาขังให้อยู่กับเค้า ภายใต้สายตาที่คอยสำรวจและเฝ้าระแวดระวังไม่ให้ผมเดินออกนอกลู่นอกทางอีกเป็นครั้งที่สอง หลังจากที่เค้าเห็นผมกับจินทีรักกันแล้วนั้นเป็นการนอกลู่นอกทางที่ผิดบาปร้ายแรงที่สุดเท่าที่เค้าหวังจะได้เจอะเจอกับผม...
แต่ถึงเค้าจะขังผมได้ สิ่งที่เค้าขัง ก็เป็นเพียงแค่ร่างกายเน่าๆนี้เท่านั้น ...
และวันหนึ่ง ก็ถึงวันที่ร่างกายเน่าๆนี้เริ่มที่จะทนไม่ได้กับการกระทำที่ไร้เหตุผลและงี่เง่าที่สุด ร่างกายเน่าๆนี้ จะหนีออกไป เพราะถึงมันจะผุ จะกร่อน จะไร้จิตใจไปแล้ว แต่มันยังคงมีความอยากเหลืออยู่ ความอยากที่ว่า คือการหาที่ตายในที่ที่อยากจะตาย ไม่ใช่ตายในที่ที่เกลียดและน่าขยะแขยงอย่างที่นี่....
.... แล้วผมก็หลบหนีออกมา .... มันไม่ใช่เรื่องยาก ... ผมหนีไป ผมไม่รู้ว่าผมจะไปไหน ผมรอนแรมออกไปเพียงตัวเปล่าๆและเสื้อผ้าที่ใส่ติดตัวไว้เท่านั้น ไม่มีแม้เศษเงินติดกระเป๋า... ผมจากที่นั่นออกมา เพื่อพาจิตใจที่ตายแล้วไปหาหลุมของร่างกายที่พร้อมจะตายตามมันไป... แต่มันน่าขันก็ตรงที่ แม้จิตใจผมจะตายไปแล้ว แต่ร่างกายกลับยังคงส่งสัญญาณแห่งการอยากมีชีวิตอยู่ ....
ผมร่อนเร่ใช้ความสามารถของผมหาเงินประทังชีวิต ไม่มีที่นอน ไม่มีที่ให้อาบน้ำ เพียงแค่พอมีเศษเงินที่จะซื้ออาหารให้น้ำย่อยไม่กัดกระเพาะเป็นวันๆก็พอแล้ว...
และสุดท้าย ... ความคิดคำนึงหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัวในตอนที่ผมล้มป่วย สถาณที่แห่งหนึ่งวิ่งแล่นเข้ามาในหัวผม หลังจากที่หัวของผมเห็นเพียงแค่บ้านของผมกับจินมานานแรมปี ที่ที่ผมอยากจะไปทิ้งซากร่างนี้อยู่ที่นั่น มันคือที่ที่ผมสาบานกับจินว่าจะรักกันตราบชีวิตจะสิ้น... และผมก็ออกเดินทาง .... แต่สิ่งที่ผมเห็นเมื่อมาถึง คือซากปรักหักพังของสถานที่ที่เคยเรียกว่าโบสถ์ ... ณ เวลานั้น ความโศกเศร้า และความแค้นของผมมันตีตื้นขึ้นมาพร้อมกัน
ทำไม! เพียงแค่ที่ที่จะฝังร่างตัวเองไว้ยังถูกคนพวกนั้นรุกราน! ทำไม เกลียดอะไรผมนักหนากันพระเจ้า!!! ...
เมื่อหมดหวัง หมดที่พึ่ง หมดแม้แต่ที่ที่จะตาย ผมก็ปล่อยให้ขาของผม เคลื่อนไหวไปตามที่มันอยากไป ไม่ว่ามันจะพาไปจมปลักลงที่โคลนตม หรือคูคลองที่ไหนก็ตาม ... แต่สุดท้าย เมื่อผมรู้ตัว ผมก็มาหยุดยืนอยู่ที่หน้าบ้านของผมกับจิน... ที่นั่น ผมเห็นจิน ที่กลับมาเป็นจิน แม้จะไม่มีผม แต่จินก็ยังคงอยู่ได้...
น้ำตาผมไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว ก่อนที่ผมจะรีบจากไปอย่างเงียบๆ ... เพราะหากผมยังคงยืนอยู่ต่อ ผมคงทนความน่าสมเพชของตัวเองไม่ไหว ... เพราะผมนึกเจ็บปวด และโศกเศร้าที่ผมทอดทิ้งเค้ามา ผมเพิ่งมารู้ตัวว่า ผมกลายเป็นคนที่เสียใจกับการกระทำที่ได้ทำไปแล้ว ราวกับคนขี้แพ้ ... ช่างน่าทุเรศสิ้นดี
ผมเดินไปเรื่อยๆ ... ราวกับจะให้ร่างกายนี้หมดแรง และหมดลมหายใจ และสุดท้าย ดูเหมือนความหวังของผมจะเป็นจริง ขาที่ไร้แรงของผมทรุดลงตรงกลางทางระหว่างที่ผมกำลังจะขึ้นสะพานข้ามแม่น้ำ ผมเสียหลัก และร่างกายของผมกำลังโน้มเอนกลิ้งลงไปตามเนินลาดอีกเพียงไม่กี่เซน ผมก็จะเป็นอิสระจากโลกนี้แล้ว ... แต่แล้วก่อนที่จะหมดสติ แรงกระชากที่เรียวแขนของผม ก็ดึงกายผมขึ้นมา และผมก็ไม่รับรู้ถึงสิ่งใดอีกแล้ว....
.....
ผมถูกช่วยชีวิตไว้ได้ทัน ผมมารู้สึกตัวที่โรงพยาบาล ผมถูกคนที่ช่วยชีวิตพร่ำบ่นถึงการดูแลตัวเองให้มีชีวิตรอด ผมไม่สามารถจับใจความนสิ่งที่เค้าพูดได้ เพราะสติของผมกำลังถูกปล่อยให้ลอยละล่องไปตามก้อนเมฆสีขาวที่ลอยเอื่อยอ้อยอิ่งอยู่บนท้องฟ้า
"นายชอบก้อนเมฆเหรอ?" น่าแปลก ที่คำถามนี้จากเค้ากลับเข้าหูผมได้ ผมพยักหน้าตอบเค้าเงียบขณะที่ยังไม่ละสายตาไปจากท้องฟ้า
"นายรู้มั้ย ก้อนเมฆน่ะ คือสัญลักษณ์แห่งการเกิดใหม่สำหรับฉันล่ะ" .... เสียงพูดนิ่มๆของเค้าทำให้ผมเบนหน้ากลับไปมองเค้า รอยยิ้มใจดีถูกส่งมาให้ ก่อนที่เค้าจะเอื้อนเอ่ยคำพูดต่อ
"เพราะก้อนเมฆ เวลาที่อุ้มตัวหนักมากๆ ก็จะค่อยๆเคลื่อนตัวลงต่ำลงมาใกล้พวกเรา หลังจากนั้นมันก็กลั่นตัวกลายเป็นสายน้ำ ที่เอาไว้หล่อเลี้ยงสิ่งมีชีวิตทุกสิ่งบนโลกนี้ ไม่เว้นแม้แต่แบคทีเรีย... น่าอัศจรรย์เนอะ" คนคนนั้นยังคงพร่ำพูดจาของเค้าไปเรื่อยๆด้วยรอยยิ้มที่แต้มอยู่บนใบหน้า จนกระทั่งผมหลับไป...
ไม่นาน ผมก็หายสนิท... ผมออกจากโรงพยาบาลด้วยการช่วยเหลือของผู้มีพระคุณของผมอีกครั้ง... แม้ผมบอกว่าจะตอบแทน แต่เค้าก็ทำเพียงแค่ส่ายหน้า และส่งยิ้มให้อย่างอ่อนโยนเท่านั้น ดังนั้นผมจึงได้แต่ถอนหายใจและบอกเค้าไปว่า "หากมีเรื่องเดือดร้อนอะไรให้ช่วย ให้เรียกผมได้เลย ไม่ว่าผมจะอยู่ที่ไหน ผมจะส่งข่าวมาบอก" เค้าเพียงแต่ยิ้มและดึงตัวผมเข้าไปกอดเบาๆ แต่กลับอบอุ่นอย่างแปลกประหลาด ก่อนที่เค้าจะปล่อยผม และพูดเพียงว่า
"จงใช้ชีวิตต่อไปให้มีความสุข" เค้าพูดเพียงเท่านั้น แล้วเค้าก็เดินจากไป
น่าแปลก ... หลังจากวันนั้นมา ทำไมผมถึงได้อยากมีชีวิตอยู่ต่อนะ?... เพียงเพราะเรื่องราวของก้อนเมฆของคนที่ช่วยชีวิตผมเล่าให้ฟังงั้นหรอกหรอ? หรือว่าคำพูดนั้น หรือว่าความอบอุ่นที่ผมได้รับจากมนุษย์อีกครั้ง หลังจากที่ผมพบเจอแต่ความน่ารังเกียจของมนุษย์กันนะ?... ผมไม่รู้สาเหตุที่ผมเริ่มอยาหมีชีวิตอยู่... เพียงแต่ตอนนั้น สิ่งเดียวที่ผมรู้ คือ การที่มีความสุข เมื่อกำลังอฐิษธานต่อพระเจ้า ให้คุ้มครองจิน ให้เค้าได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข และสมหวังในสิ่งที่เค้าต้องการ เพียงแค่ให้เค้ามีความสุขต่อไปในชีวิตเท่านั้น ผมก็มีความสุขแล้ว...
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ท่ามกลางฝูงชนที่เริ่มจอแจมากกว่าเดิม จินยืนกอดรัดร่างของทัตซึยะไว้แน่น ราวกับจะฝังร่างนั้นลงกับอกตน ไม่ให้แยกออกห่างไปไหน
"ได้โปรด ... อย่าหายไปอีกเลยนะ"
เสียงทุ้มที่แหบพร่าเอ่ยคำพูดอ้อนวอน ร้องขอด้วยน้ำเสียงที่สั่นเทาและแสนเบา เสียงนั้นรากวับจะถูกกลืนกินไปด้วยเสียงจอแจของฝูงชนที่เดินไป-มา แต่สำหรับทัตซึยะ มันกลับก้องดังกังวานเสียยิ่งกว่าเสียงระฆังของโบสถ์ใดๆ
พระเจ้า... ขอบคุณพระองค์...
ทัตซึยะเอ่ยคำขอบคุณในใจพร้อมเรียวปากอ่มที่ยกขึ้นยิ้ม
มือเรียวที่ปล่อยนิ่งเฉยไว้ที่ข้างลำตัว ค่อยๆบกขึ้นโอบแผ่นหลังกว้างที่สั่นระริกด้วยการกลั้นก้อนสะอื้นของจินนั้นตอบ หัวทุยพยักหน้ารับเบาๆในอ้อมกอดนั้น ก่อนที่จะกระชับวงแขนนั้นให้แน่นมากกว่าเดิม
"ต่อไปนี้ เราจะอยู่ด้วยกัน... ฉันขออยู่กับจินตลอดไปได้มั้ย?" ทัตซึยะเอ่ยถามเสียงอู้อี้ที่ดังลอดออกมาจากอกจินจินที่ได้ยินดังนั้นก็ดันกายทัตซึยะออกมา ตาึคมของจินจ้องใบหน้าทัตซึยะนิ่งๆ ก่อนที่จะเผยรอยยิ้มสวยของจินออกมาอีกครั้ง
"เราอยู่ด้วยกันอยู่แล้วต่างหากล่ะทัตซึยะ"
เสียงของจินตอบกลับมาอย่างสดใส ก่อนที่จะโอบแขนรอบร่างบางอีกครั้งอย่างดีใจ
อา ขอบคุณพระองค์ ...
จินเอ่ยคำขอบคุณอยู่ในใจ ขณะที่กระชับอ้อมแขนตนให้แน่นกว่าเดิม
.
.
.
.
"อะแฮ่มๆ" ... เสียงกระแอมไอดังขึ้นจากทางด้านข้างของคนทั้งคู่ จินและทัตซึยะคลายวงแขนตนลงและหันไปตามทิศของเสียงที่ดังขึ้น ก็พบกับเด็กหนุ่มที่ยืนยกคิ้วเหล่ตามองอย่างกวนอารมณ์ยืนอยู่
"คือผมก็ไม่อยากจะขัดหรอกนะครับ เพียงแต่ว่า... ถ้าคุณพี่และคุณลุงจะหวานกันล่ะก็... ไปก๊งต่อกันที่ห้องผมเพื่อฉลองแล้วจะหวานกันต่อ ผมก็จะยินดีเป็นอย่างยิ่งครับ" เสียงสดใสของเด็กหนุ่มเอ่ยชวนขึ้น ก่อนที่จะปิดท้ายด้วยรอยยิ้มที่สดใสเสียจนตาเรียวรีนั้นหยียิบ ภาพที่เห็นเรียกรอยยิ้ัมของจินและทัตซึยะได้ไม่ยาก ก่อนที่ทั้งคู่จะตกลงไปกับคำพูดของเ็ด็กหนุ่ม
เด็กหนุ่มบอกให้ทั้งคู่รอตนอยู่ตรงนี้ และขอตัวเก็บของเพียงครู่ ทัตซึยะพยักหน้าเบาๆรับรู้ เด็กหนุ่มรีวิ่งสาละวนเก็บของจนเสร็จ ก่อนที่จะเหยียดกายลุกขึ้นยืน ขณะที่กำลังจะเอ่ยเสียงเรียกคนทั้งคู่ที่ยืนรอตนอยู่นั้น ภาพตรงหน้าก็ขัดคำพูดเด็กหนุ่มไว้ทัน
"เฮ้อ~... มีความสุขจริงน้า~ ..." เด็กหนุ่มเอ่ยพึมพำกับตนพร้อมรอยยิ้มที่คลี่ออกมาอย่างมีความสุขไปด้วย เด็กหนุ่มยกมือขึ้นป้องปากจะเปล่งเสียงเอ่ยเรียกร่างของชายหนุ่มทั้งคู่ที่ยืนกอดกันไปคุยกันไป แต่แล้ว เสียงราวกับยางรถยนต์แตกก็ดังสนั่นขึ้น
เสียงที่ดังกึกก้องกัมปนาทนั้นดังสนั่นหวั่นไหวจนทำให้ฝูงชนที่ไม่เคยสนสิ่งใดนั้นต่างพากันแตกตื่นวิ่งกันไปคนละทิศละทาง รวมทั้งวิ่งมาชนเด็กหนุ่มให้ล้มลงไปนั่งกองกับพื้น
เด็กหนุ่มโอดครวญเพียงเล็กน่้อยก่อนที่จะพยายามยันกายลุกขึ้นยืนรวมทั้งหิ้วกีตาร์ขึ้นมาด้วย แต่แล้วเมื่อเด็กหนุ่มเหยียดกายยืนตรงได้เต็มตัว ภาพของชายหนุ่มทั้งคู่ที่ยืนกอดกันอย่างคู่รักเมื่อครู่ ก็ทำให้มือของเด็กหนุ่มอ่อนแรงจนปล่อนกีตาร์ที่เป็นเครื่องมือทำมาหากินตกลงกระแทกกับพื้นอย่างแรง
"ไม่นะ" ... เสียงแหบแห้งของเด็กหนุ่มเอ่ยอย่างยากที่จะเชื่อในภาพตรงหน้าที่ตนเห็น
.......ทำไมพระเจ้าถึงได้ชอบเล่นสนุกกับชะตากรรมของมนุษย์กันนัก?..... ...
เสียงที่เฝ้าถามตนเองอยู่ตลอดเวลาของเด็กหนุ่ม บัดนี้ มันได้เกิดขึ้นมาอีกครั้ง แต่คราวนี้ ไม่ใช่เพื่อตนเอง แต่เพื่อ ชายหนุ่มทั้งคู่ที่อยู่ห่างจากตนเพียงไม่กี่เมตรนี่...
-----------------------------------------------To be contineud------------------------------------------------------
ตอนหน้าจะจบแล้วล่า~~~~ ฮิ้วววววววววววว
แปะรูปคนใจตุ๊มต่อมกันบล็อกเบี้ยว...(วิธีนี้ได้ผลดีจริงๆ)
edit @ 21 Nov 2008 22:35:11 by pierce



ว่าแต่ พ่อทัตจังเป็นโป๊บเลยหรือคะ(อ่านแล้วอึ้งเลยค่ะ ฮ่าๆ)ปรกติอยู่วาติกันน่าจะมาไกล ^^
ปล รู้สึกว่าตอนนี้แต่งได้ดีมากเลยนะ ^^ ใช้คำดีๆได้ตามเนื้อมาก อินไปกะตัวละครเลยค่า ชอบๆ ขอชมๆ
#1 By Hanabi on 2008-11-20 22:45