[SF] IDOL (Dubble - t Part.) Special

posted on 11 Feb 2010 12:32 by piengtavan in KAT-TUN, SF

 Idol  II  (Dubble - T part.)

Cast:: Taguchi x Tanaka

Special

 รสชาติสนิมเฝื่อนของดินที่กลบปาก พร้อมกับเสียงระเบิดที่ดังก้องกัมปนาทที่อวดศักดาแสนยานุภาพในการทำลายล้างของมันดงัขึ้นแล้วดับจากนั้นก็ดังต่อไปนานจนราวกับมันไม่มีที่สิ้นสุด นาน จนกว่าที่มันจะทำลายจนไม่มีสิ่งใดเหลือทิ้งไว้ในข้างหลัง

เสียงสับไกพร้อมทั้งเสียงกระสุนที่รัวดังติดต่อกันอย่างไม่ยอมหยุด จนกว่าจะได้พรากลมหายใจของสิ่งมีชีวิตที่ยังอยู่บนแม่พระธรณีให้หมดไปสิ้น

น้ำหนักที่กระแทกลงมาที่ไหล่เป็นจังหวะรัวเร็วหนักๆอย่างไม่หยุดยั้ง ภาพเป้าที่ต่างพากันโดน,กตะกั่วที่แล่นไปตามกระแสแรงลั่นไท่ต่างพากันล้มตายระนาวราวกับโดนมือใหญ่ล่องหนกวาดทิ้งลงกลับคืนจากเลือดดนื้อสู่ลีอย่างรวดเร็ว เสียงกู่ก้องอย่างเกลียดชัง สาบแข่งด้วยความโกรธแค้น กรีดร้องอย่างเจ็บปวด และคร่ำครวญขอความเตตาที่หัวใจของคนตายนั้นอยากยืดลมหายใจ เสียงเหล่านั้นต่างดังขึ้นอย่างไม่หยุดสิ้น

ลำน้ำใสสะอาด หรือแต่ลำธารที่ดำมืดด้วยสารเคมีจากน้ำมือเหล่ามนุษย์ ไม่ว่ามันจะดำมิดเพียงใดก็ไม่อาจสู้สีแดงของโลหิตที่ต่างพากันไหลมาบรรจบ ย้อมให้แดงฉานไม่ต่างจากตอนที่แล่นริ้วอยู่ในร่าง

สิ่งเหล่านี้ นับแต่ครั้งแรกที่ต้องจับวัตถุปลิดลมหายใจที่ผลิตจากมันสมองสองมือด้วยเป้าหมายเพื่อปกป้องในคราแรก หากแต่มันได้แปรเปลี่ยนไปในยามใดก็ไม่มีใครรู้ได้ ปากไม่นับการออกล่าในครั้งรแกตอนอายุสิบขวบ ก็เรียกได้ว่า สิ่งที่สอดแทรกมาระหว่างเล็งเป้า แล้วลั่นไก เป็นเพียงแภพที่ฉายผ่านที่สามารถมองมันได้อย่างเฉยเมยเท่านั้น ....

เมื่อไหร่กันนะ ที่ก้อนเนื้อที่ทำหน้าที่สูบฉีดเลือดเลี้ยงกายเริ่มมีความรู้สึกเสียวปลาบจนกระทั่งเจ็บปวดจากสิ่งที่ได้ยินและภาพที่ได้เห็นจนต้องเบือนหน้าหนี แต่ก็ไม่อาจยกมือปิดหูหนีจากมันได้ ...

"หมดงานนี้ นายควรจะปลดประจำการนะ" 

    คำที่ผมไม่เคยคิดว่าจะได้ยินมันในวัยที่ยังมีกำลังเหลือเฟือนี้ถูกเอ่ยออกมจากหัวหน้าผู้อุ้มชูผมมาแต่ก้าวแรก ... ผมก้มหน้ารับคำนั้นอย่างไม่มีคำอ้างใดเอ่ยค้าน

แม้ร่างกายจะมีแรงเดินหน้า หากจิตใจกลับวิ่งหนีหายไปไหนไม่รู้  ...สำหรับทหารรับจ้าง ไม่ตายก็เหมือนตาย

ผมรวบรวมแรงลุกขึ้นยืนจากเปลนอนลากขาที่หนักอึ้งราวก้อนตะกั่วออกมายังนอกเต้นท์ที่รายล้อมไปด้วยเสียงเฮฮาจากน้ำเมา สิ่งชูใจหลังออกแรงมาทั้งอาทิตย์ ผมไม่ใยดีในแม้แต่นิด หันหน้าหนีหลบลี้ออกไปนอนทอดกายมองเหม่อไปไกลยังฟ้าสีดำมืดที่ไร้สิ่งใดส่องแสงด้วยที่ว่าหมอกเมฆนั้นกระจายตัวหนาอยู่เต็มฟ้า

ผมมมองมันแล้วมามองผม ก่อนจะนึกสมเพชในตัวเองที่แต่เกิดมา จนกระตอนนี้ เพิ่งมีความสำนึกเสียใจในการกระทำที่แล้วมาตลอดชีวิต

เพราะผมได้พบเจ้านั่น...

คนที่พาให้ผมตื่นแต่เช้าออกไปพบแสงแดดจากที่ไม่เคยให้มันแตะมาตลอดสิบกว่าปี สายลมที่หอมหวานในยามฤดูใบไม้ผลิที่ผมไม่เคยได้เจอะเจอมาตลอดการมีชีวิต แล้วท้ายที่สุด ก็คือการรู้สึกถึงหัวใจที่ผมไม่เคยรู้สึกถึงมันมาก่อนตั้งแต่เริ่มมีลมหายใจ ...

มันทำให้ผมเกิดความรู้ที่เรียกว่า ละอายแก่ใจ ...

ครั้งเดียวที่ทำให้เจ้านั่นที่ปกติมักมีรอยยิ้มกว้างที่ดูงี่เง่าให้ผมตลอดต้องบิดเบี้ยวด้วยความโกรธก็ตอนที่ผมจ่อกระบอกปืนง้างไกใส่ไอ้พวกปลิงในเมืองด้วยความเฉยชา... ทั้งที่ปลิงตัวนั้นกำลังเจาะเขี้ยวดูดเลือดมันแท้ๆ...

-"ผมไม่ใช่คนดีอะไรที่จะไม่โกรธไม่เอาเรื่องไอ้พวกนั้น แต่ถึงยังไงผมก็ไม่อยากให้คุณฆ่าใครง่ายๆเพียงกระดิกนิ้วเหมือนกัน!!"-

คำตวาดที่เจ้านั่นตะโกนใส่หน้าผมยังคงดังก้องอยู่ในหัวผมตอนนี้...

-"ผมไม่อยากรู้ว่าตอนอยู่ในเวลารบคุณจะต้องเป็นอะไร แต่ผมอยากให้คุณรู้อยู่เสมอว่าไม่ว่าเวลาไหน สุดท้ายแล้วคุณก็คือคนที่ยังมีหัวใจเต้นอยู่เสมอ"-

คำพูดที่ราวกับราดน้ำอุ่นเข้าไปในหัวใจผม มาพร้อมกับความอุ่นของอุณหภูมิร่างกายที่อบกอดผมไว้แน่น ที่ย้ำเตืองว่าผมก็คือคน ไม่ใช่อาวุธไร้จิตใจ

มันยังคงอุ่นเสมอมา...

... สายลมยามเย็นพัดวืบมาครั้วนึงด้วยความแรง จนผมต้องหลับตาลง และเมื่อผมเงยขึ้น ผมก็พบกับท้องฟ้าที่เปิดกว้าง จนเห็นหมู่ดาวที่กระจายทั่วท้องฟ้า และยังแสงจันทร์ที่ฉายแสงลงมา

"คืนนี้เดือนหงายหรอกเรอะ" ผมเอ่ยพึมพำกับตัวเองขณะที่ผมจ้องมองไปยังดวงจันทร์เต็มดวงที่ลอยเด่นเหนืออื่นใด แล้วผมก็นึกถึงหน้าเจ้านั่นขึ้นมาทันที

-"โคคิ โคคิชอบอะไรมากกว่าระหว่างบนฟ้ากับในน้ำ"

  "คำถามจิตวิทยาจากนิตยสารเล่มไหนอีกล่ะ?"

   "เปล้า ผมคิดขึ้นมาเอ๊ง เอ้าเร็วๆ รีบตอบๆ อย่าช้าๆ"

    "บนฟ้า ถึงฉันจะกลัวความสูง แต่ก็รักในความกว้างของมัน นายล่ะ?"

    "งั้นไม่ว่านายอยู่ที่ไหน ก็มองสูงๆเข้าไว้นะ เพราะตอนกลางวันผมจะเป็นพระอาทิตย์ ตอนเดือนหงายจะเป็นพระจันทร์ ตอนเดือนมืด ผมก็จะเป็นดาวศุกร์ คอยอยู่กับโคคิคุงทุกเวลา"

    " .......... มีใครบอกมั่งมั้ยว่านายมันน้ำเน่าจนน่าขนลุกน่ะ" ............

      "โคคิคุงใจร้าย~" ... -

 "หึหึ" ผมนึกขันในความทรงจำที่ผุดขึ้น ตอนนั้นผมขนลุกจริงๆในคำพูดที่ไม่เคยคิดว่าจะมีใครพูดให้ฟัง แถมยังเป็นผู้ชายตัวโตๆที่ชอบทำตัวเป็นเด็กตัวเล็กๆอีกต่างหาก ....  แต่ตอนนี้ ทำไมหัวใจผมมันรู้สึกพองๆขึ้นมามากกว่าเดิมเท่าตัวซะงั้น

"นายทำฉันติดเชื้อความเน่าของนายมาแน่ๆเลย ทากุจิ"

-"จุนโนะ! จุนจัง! อะไรก็ได้ที่ไม่เรียกนามสกุล ผมมีชื่อนะ!"-

คำเถียงที่ผุดขึ้นมาในหกัวนั้นยิ่งทำให้ผมนอนฉีกยิ้มกว้างให้กับท้องฟ้ามากไปกว่าเดิม....

"เลิกรบงานนี้ กลับไปจะบอกว่าคิดถึงนายก่อนจะบอกว่าฉันตกงานนะ จุนโนะ"

ผมเอ่ยพึมเบาๆไปกับสายลมยามดึกที่พัดมาคยลข้างหู กล่อมให้ผมเริ่มเข้าสู่การหลับนอนในราตรีนี้ซักที....

------------------------------End Special Idol Part Dubble T ----------------------------------------------

 

edit @ 11 Feb 2010 13:39:07 by pierce

edit @ 11 Feb 2010 13:40:55 by pierce

Comment

Comment:

Tweet

ง่า ไป ๆ มา ๆ มันกลายเป็นฟิคเศร้าได้ไงหว่า.... พี่คิ โฮกกกกกกก จุนโนะก้ออย่าได้ใจดีเกิน รีบ ๆ รวบหัวรวบหางพี่คิเหอะ เเต่อ่านไปชักรู้สึกสยองตัวจุนโนะไปพร้อม ๆ พี่คิ มันเสี่ยวน้า....
พีเอสสุ คู่นี้หาอ่านยาก เเต่งอีกนะพีเฮ มายล์ชอบให้พี่คิโดนกดอ่ะ TTsad smile

#1 By LALALALA on 2010-02-18 09:16

short fan-fiction