[FIC] Dreaming... 01- Keita x Jin

posted on 16 Feb 2010 14:48 by piengtavan in FIC, KAT-TUN, w-inds
  

Title : Dreaming ...
Main Cast : W-inds,KAT-TUN Tomohisa Yamashita , Ryo Nishikido
Guest :T&T

01

     ในห้วงความฝันที่เต็มไปด้วยสีขาวสว่างจ้า ปรากฏดวงตาที่เลื่อนลอยด้วยแรงแห่งอารมณ์ชักพา แพขนตาขยับไหวยามเปลือกตานั้นกระพริบ หยาดน้ำใสที่คลออยู่นั้นไหลลู่ลงผ่านใฝเม็ดเล็กที่ปลายหางตา ผมจูบลงที่ดวงตานั้น เรียวปากสีแดงสดคลี่ยิ้มให้ผมอย่างอ่อนโยน ทำให้ผมรู้สึกตัวว่าผมกอดรัดร่างกายเค้าแน่นเกินไป แต่กระนั้นร่างที่ใช้เรียวแขนที่โอบรอบคอผมก็ไม่ได้ตำหนิอะไร เค้าปลอบโยนความเศร้าของผม ผมผ่อนลำแขนผมแต่ก็ไม่อาจจะปล่อยมันออกจากตัวเค้าได้ เค้าคือต้นเหตุในความเศร้า ในขณะเดียวกันก็คือความสุขของผม ผมก้มลงไปกระซิบคำขอโทษ ก่อนที่จะเอ่ยคำรักจากหัวใจด้วยจำยอมที่จะเจ็บปวดอีกครั้งในการที่จะได้รับรู้ว่าเค้าจะงหายไปอีกในเวลาที่จะมาถึง... แล้วแสงสีขาวจ้านั้นก็ถูกแทนที่ด้วยความมืดมิด ก่อนที่ผมจะตื่นขึ้นมาพบว่าในคืนนี้ ผมก็ยังคงได้แต่เพียงฝันถึงเค้า...

------------------------------------

   ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีเสียงเจี๊ยวจ๊าวในเวลาที่เข็มบนหน้าปัดนาฬิกาบ่งเวลาเที่ยงตรงในโรงเรียนมัธยมปลาย อันเป็นศูนย์รวมของมนุษย์18วัยขบเผาะทั้งหลาย สถานที่ที่ซึ่งเหล่า ผู้คนทั้งหลายต่างให้คำจำกัดความว่า ลิตเดิ้ล พาราไดซ์ ยิ่งถ้าโรงเรียนไหนเป็นเครื่องแบบนักเรียนหญิงแบบปกกะลาสีด้วยแล้ว ยิ่งเป็นสวรรค์บนดินที่สัมผัสได้จริงยิ่งกว่าสิ่งใดในโลก(เวอร์) เพราะทั้งความสดใส และความซาบซ่านของวัยขบเผาะที่มีเอกลักษณ์เฉพาะอย่างที่วัยไหนๆก็ไม่อาจเลียนแบบได้นั่นเอง

   แต่กระนั้น... ในบรรดาความสดใส กิ๊งกั๊ง ของเหล่าเด็กๆรุ่นกระทงพวกนี้ ยังมีหนึ่งหนุ่มหน้าตาจัดว่าดีมากนอนพังพาบแผ่ออร่าแห่งความมืดมนอยู่มุมหลังห้องรุกรานความสุขเด็กหนุ่มสาววัยใสในห้องอย่างเงียบๆ

   "อีกละ"

เสียงใสที่สบถออกมาทนทีที่เห็นตัวยาวๆของเพื่อนตนนาบไปกับพื้นโต๊ะเรียนด้วยท่าทีโลกนี้นั้นหมดหวังแล้ว  ร่างกระทัดรัดขมวดคิ้วฉึบแล้วสาวเท้าก้าวไปหาคนที่พังพาบไม่สนใจโลกหรือสิ่งใด นอกจากกลิ่นอับเหม็นเหงื่อจากท่อนแขนล่ำๆของตนเองเท่านั้น ร่างกระทัดรัดนั้นขยับมือเข้าไปจับหัวของคนพังพาบทั้งสองข้าง ล็อกเป้าหมายไว้ให้นิ่ง แล้วจัดการทุ่มหัวเหม่งๆของตนลงไปที่หัวทุยๆที่บล็อกเป้าไว้กะอย่างเหมาะเหม็ง

โป๊ก!!!

เสียงกระโหลกสองใบกระทบกันดังขึ้นมาสมใจร่างกระทัดรัด ....แต่กระนั้น ร่างกระทัดรัดก็ลืมคิดไปว่า หน้าผากที่กระแทกกับหลังหัว สิ่งที่เจ็บที่สุด ก็คือหน้าผาก...

"อูย...." เสียงโอดด้วยความเจ็บหนึบที่แล่นเข้ามาจากกลางหว่างคิ้วเคลื่อนกระจายไปสู่ดั้งจมูก ร่างกระทัดรัดเซแถ่ดๆออกมาด้วยการที่เสียสกิล Hitไป -2 และค่า HPไป -5 แบบเปล่าๆปลี้ๆ ไม่มีประโยชน์อันใดเกิดขึ้นซักกะนิด

ทางด้านคนที่ตัวขาวที่ยืนกอดอกพิงประตูห้องมองอยู่ก็ส่ายหัวไหวๆด้วยความระอา ก่อนที่ตนจะก้าวเท้าเข้าไปใกล้ร่างที่ยังคงนอนฟุบพังพาบคาโต๊ะอยู่ที่เดิม โดยที่ไม่ลืมเอ่ยแขวะร่างกระทัดรัดนั้นว่า "งี่เง่า" ขณะที่ทั้งคู่เดินสวนกันกลางห้อง  

  เมื่อไปถึง มือขาวๆก็ยื่นไปจับหัว ยกขึ้นจนเห็นหน้าผากที่เหม่งไม่แพ้ร่างกระทัดรัดที่เปิดโล่งเพราะเส้นผมพริ้วไหวที่ปรกหน้าเพิ่มความหล่ออยู่ตลอดเวลาในยามปกตินั้นเปียกลู่ด้วยเหงื่อแบนแป้บไปทางโน้น ทางนี้เปิดทางไว้เรียบร้อย  แล้วมือขาวอีกข้างที่ว่างก็สะบัดตบแปะไปที่หน้าผากเหม่งๆนั้นด้วยความเร็วและแรงจนเมื่อมันกระทบกัน เสียง แป๊ะะ!!! นั้นดังได้ถนัดหูดีโดยไม่ต้องเสียแรงตะแคงหูฟัง โดยที่เมื่อตบแปะเสร็จ ร่างขาวก็รีบผละออกจากหัวทุยแล้วจ่ำเดินกลับไปยืนพิงโต๊ะตัวติดประตูอีกฝากหนึ่งของห้องที่มีร่งกระทัดรัดนั่งดูเหตุการณ์อยู่ด้วยความเร็วแทบเรียกได้ว่า วาร์ป....

   "ไอ้เรียว!!!!" 

  เสียงเรียกชื่อผ่านไรฟันที่ขบกันกรอดๆ ดังออกมาด้วยสกิลความเถื่อนที่ใส่ลงไปแบบเทถุง ก่อนที่ร่างที่เคยฟุบตัวนอนอยู่นั้นจะผุดลุกจากโต๊ะพร้อมกับที่ร่างของเรียวเฮทิ้งตัวลงนั่งที่เก้าอี้เรียบร้อย  ร่างสูงย่างสามขุมมาดมือปราบปืนโหดเข้ามาใกล้ร่างเด็กหนุ่มทั้งสองที่เป็นผู้มากวนเวลาครุ่นคิดของตน จนร่างกระทัดรัดหันไปมองเด็กหนุ่มร่างขาวอย่างร้อนรนด้วยความกลัวจะโดนโบกปูนถ่วงอ่าวอยู่ร่ำๆ  

  "เรียวเฮ... ไม่หนี จะดีหรอ?" 

เสียงใสที่เอ่ยถามนั้นสั่นไหวในน้ำเสียง ในขณะที่คำตอบที่ได้คือรอยยิ้มพริมใจในคราบความนิ่งสงบของมหาสมุทร....  ที่ท่าทางจะมีพายุบุแคมสาดกระหน่ำใรไม่ช้านาน ....

"จะหนี มันก็ไม่ทันแล้วเฟ้ย!"

 เสียงเถื่อนที่ไม่เข้ากับหน้าตาคนคำราม ขู่แคว่กดังขึ้นทันทีพร้อมกับตัวโย่งๆล่ำๆที่มาถึงทั้งคู่ด้วยความเร็วที่ตามเรียวเฮมาติดๆ 

  เรียวเฮผินหน้าขึ้นมองร่างสูงที่มาถึงใหม่พร้อมกับสีหน้าที่ตีความโหดลงไปเรียบร้อย ร่างขาวมองนิ่งๆอย่างไร้ความสะทกสะท้านก่อนจะยกมือขึ้นเท้าคางกับโต๊ะด้วยท่าทีสบายๆ แล้วเอ่ยคำพูดตอบกลับริวอิจิ

  "จะหนีทำไมริว เราไม่ได้ทำอะไรให้ใครเดือดร้อน ที่เราทำเพราะห่วงเพื่อน จริงมั้ย" คำพูดที่จบด้วยประโยคที่คล้ายคำถามหากแต่เจ้าตัวไม่ต้องการคำตอบนั้นฟังดูนิ่มเหมือนน้ำเสียงและรอยยิ้ม หากแต่ ด้วยความที่เป็นเพื่อนมากันตั้งแต่ยังพูดอะอิอุไม่ครบอักษรจนตอนนี้ พูดคล่องไม่หยุดแบบน้ำไหลไฟดับทำให้ริวอิจิและเคตะต่างก็รู้ดีว่า ความหงุดหงิดของคนตรงหน้านี้ กำลังอยู่ในขั้น MAX แบบต้นๆ ....

   ริวอิจิได้แต่ยิ้มแหะๆออกมา ในขณะที่เคตะยู่หน้าใส่อย่างช่วยไม่ได้ ก่อนจะหันหลังกลับไป ตั้งท่าจะไปนอนต่อที่เดิม อย่างเลิกจะสนใจในเพื่อนตน

"ตกลง ริวอิจิ กับเรียวเฮไช่เพื่อนของทาจิบานะ เคตะ ดาวรุ่งแข้งทองชื่อดังของโรงเรียนแล้วซินะ..."

  เท้าของเคตะชะงักกึก พร้อมกับลมหายใจที่ถูกพ่นออกมาแรงๆ ก่อนที่ร่างสูงจะตัดสินใจหันหลังกลับมา ตาตีๆมองลงไปที่เพื่อนทั้งสองที่เหลือบตาขึ้นมองตนอยู่ ก่อนจะผินหน้ามองออกไปทางประตูห้องเรียนที่เปิดคาเอาไว้ในช่วงพักกลางวัน

  "คาบต่อไป พวกนายจะโดดมั้ยล่ะ?"

  ว่าแล้ว ขายาวๆก็ก้าวตรงไปทางประตูทันที โดยที่มีร่างกระทัดรัดของริวอิจิและร่างขาวๆของเรียวเฮลุกขึ้นเดินตามออกไปอย่างเงียบๆ

--------------------------------------------

     อ้อมแขนที่โอบกอดตัวผมไว้นั้น รัดแน่นกว่าทุกที จนผมเริ่มเจ็บ ริมผีปากที่เคยละเมียดพรมจูบนั้น บดเบียดลงมาหนักว่าเดิมจนริมฝีปากผมเริ่มแสบ ผมครางอื้อประท้วงในคอ แต่กระนั้น คนคนนั้นของผมก็ยังคงตกอยู่ในภวังค์ของเค้าเอง ผมรู้สึกเจ็บในอกแปล๊บๆ แต่เมื่อเห็นดวงตาที่เคยทอประกายวิบอย่างน่ามองนั้นหม่นแสงและในนั้นมันก็เต็มด้วยความเศร้า ผมไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็อยากให้เค้าหายเศร้า...

   ผมกระชับรอบแขนที่โอบรอบคอ แล้วจูบลงที่ข้างหู...  มันได้ผล เค้ารู้สึกตัวทันที ดวงตาที่หม่นแสงนั้น มีแววของตัวผมอยู่ในนั้น เรียวคิ้วของเค้าย่นลงด้วยความสำนึกผิด ก่อนที่จะก้มลงมาจูบลงที่หางตาผม มันทำให้ผมรู้ว่า น้ำตาของผมไหล อ้อมแขนของเค้าผ่อนลง แต่กระนั้นก็ยังคงกอดผมอยู่โดยไม่ยอมปล่อยมันออก มันทำให้หัวใจของผมพองโต...

  เสียงกระซิบเอ่ยคำขอโทษ ก่อนที่คำรักหวานหูจะถูกบอกออกมา ทำให้ผมเผลอยิ้ม ผมคิดว่าแก้มผมมันร้อนๆยังไงก็ไม่รู้ แต่เมื่อผมมองขึ้นไปยังหน้าของเค้า มันก็เรียกรอยยิ้มของเค้าได้เช่นกัน แต่แล้ว ในชั่วแว่บนึงก่อนที่ยามเช้าจะมาพรากเค้าไปจากอ้อมแขนและในตัวของผม ผมเห็นแววความเจ็บปวดฉายอยู่ในดวงตาของเค้า ผมอยากรู้เหลือเกิน ว่ามันหมายความว่าอะไร...

จะเป็นควมเจ็บปวดแบบเดียวกับผมมั้ย... ความเจ็บปวดของความจริงที่ต้องพบเจอในอีกวัน ความจริงที่ว่า ข้างกายผมไม่มีคุณ ...

  ผมตื่นขึ้นพร้อมกับกางเกงนอนที่เปียกแฉะในอีกครั้งของทุกเช้าตั้งแต่ที่ผมได้พบเจอกับเค้าคนนั้นของผม แต่ในเช้านี้ หมอนของผม ก็เปียกไปด้วยเช่นเดียวกัน...

-----------------------------------------

  แสงแดดจ้าที่ทอแสงลงมาในสายของวันนี้ ทำให้ความพยายามในการที่จะเปิดเปลือกตาสู้ของจินนั้นถอยหนีลงไปได้อย่างง่ายดาย จินตัดสินใจซุกหัวทุยที่ฟูฟ่องไปด้วยเส้นผมเส้นเล็กและแตกปลายที่เจ้าตัวพยายามบำรุงแทบตาย แต่ก็ไม่วายจะฟูขึ้นสู้แรงโน้มถ่วงประกาศศักดาความแข็งแรงของมันนั้นลงกับท่อนแขน เจ้าตัวปล่อยความคิดให้ไหลไปพร้อมกับเสียงทุ้มที่พูดพึมถึงประวัติศาสตร์ของอาจารย์ยึดเป็นเสียงขับกล่อมให้หลับๆไปซะ

  "เฮเดรียนจอมกษัตริ์ยหลังจากที่รู้ว่า แอนโตนิอัสได้จากตนไปอย่างไม่มีวันกลับ ก็โศกเศร้าเป็นอย่างมาก พระองค์ทรงตั้งชื่อแม่น้ำอันเป็นสถาณที่ปลิดชีพของแอนโตนิอัสด้วยชื่อของเด็กหนุ่ม รวมทั้งยังสร้างรูปปั้นมากมาย และเหรียญที่มีรูปของเด็กหนุ่มอยู่ เพื่อเป็นที่รำลึกถึงเด็กหนุ่มผู้แสนดีของพระองค์...."

  เสียงทุ้มพึมนั้นเข้มขึ้นในทุกประโยค โดยที่จินไม่ทันสังเกตุ ด้วยเปลือกตาที่ตนพยายามจะปิดมันลงนั้นเริ่มหนักอึ้งลงเรื่อยๆอย่างสมใจแล้วสติก็กำลังจะโบยบินไปตามใจที่ตนหวัง จนไม่รู้สึกถึงปลายดินสอของทัตซึยะที่จิ้มจึกๆลงที่ข้างเอวเพื่อส่งซิกเลยซักนิด จนกระทั่ง ....

  ปั่บ!!!

เสียงกระดาษเอสี่ปึกย่อมที่ถูกมือเรียวของผู้เป็นอาจารย์ม้วนนั้นตีลงที่หัวฟูๆนั้นอย่างเน้น ทำให้จินจำต้องเงยหัวออกจากท่อนแขนของตน เปลือกตาบางหรี่ปรือขึ้นมามองคนที่ยืนเต๊ะท่าเท้าเอวด้วยความยากลำบาก แต่ด้วยฐานะของคนที่ยืนตรงหน้าตนนั้นคือ อาจารย์ ยังไง เจ้าตัวก็ต้องฝืนเปิดมันขึ้นจนได้ในที่สุด

  "ฝันถึงเฮเดรียนรึเปล่า อคานิชิ" เสียงทุ้มของผู้เป็นอาจารย์เอ่ยถามอย่างประชด จนจินเบ้หน้าออกมาทันที มือเรียวขยี้ลงบนหัวฟูๆ ตีให้มันฟูฟ่องกว่าเดิมพร้อมกับอ้าปากหาว ก่อนจะเอ่ยคำตอบออกไปทันก่อนที่ม้วนเอสี่จะฟาดลงมาที่หัวตนอีกรอบด้วยความหมั่นใส้ของอาจารย์

  "ทำไมผมต้องฝันถึงตาลุงแก่ๆนั่นด้วยล่ะซึบาสะ ถ้าเป็นแอนโตนิอัส กิ๊กลุงนั่นก็ว่าไปอย่าง อย่างน้อยก็เอาไว้ล่อทักกี้ให้ออกนอกลู่จากแฟนแสนโฉดได้ ว่ามะ"

  ด้วยคำตอบของเด็กหนุ่มที่เอ่ยตอบตนออกมาพร้อมกับสีหน้าที่ยักคิ้วยึกๆอย่างกวนโอ๊ย ทำให้เรียวคิ้วของซึบาสะกระตุกวูบทันที โดยที่จินก็ตั้งตัวเตรียมหลบกำปั้นที่จะทุบลงมาบนหัวไว้เรียบร้อย แต่แล้ว รอยยิ้มก็คลี่ออกมาแทน พร้อมกับม้วนเอสี่ที่คลี่ออกแล้วเหน็บเข้าที่สีข้างของซึบาสะ จินกระตุกคิ้วอย่างสงสัยพร้อมกับหวาดระแวงไปด้วยในตัว

  "โอเค อย่างน้อยในหัวฟูๆของนายก็ยังมีเรื่องที่เรากำลังเรียนอยู่ ใหนลองอธิบายมาถึงการกระทำของเฮเดรียนหลังแอนโตนิอัสตายมาในคำหนึ่งคำซิ อคานิชิ จินคุง~"

  สิ้นคำของอาจารย์ จินก็ต้องอ้าปากเหวอออกมาทันที แต่ขณะที่กำลังจะโอดครวญ รอยยิ้มปีศาจที่ซึบาสะคลี่ยิ้มอยู่นั้นก็ทำให้เจ้าตัวตัดสินใจ คิดหาคำตอบเงียบๆเสียจะดีกว่า

  "ให้เวลาสามนาที ตอบไม่ได้ ไปทำรายงานเรื่องเฮเดรียนมาเล่นๆเล่มหนึ่งละกันนะ"

  เส้นตายที่จู่ๆก็ถูกขีดฉึบ เรียกเสียงจิ๊ในลำคอจินได้ โดยที่ซึบาสะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้แถมยกนิ้วก้อยขึ้นแคะหูอย่างกวนประสาทได้ไม่แพ้มาดลูกศิษย์ จินมองอาจารย์ตนอย่างคาดโทษไว้ก่อน ก่อนที่จะค้นสมองครุ่นคิดหาคำจำกัดความ แล้วในช่วงเสี้ยวสุดท้ายของเวลาเส้นตายที่ซึบาสะกำหนด เรื่องของคนร่างสูงของตนก็แว่บเข้ามาในสมอง ยังไม่ทันที่สมองจะใตร่ตรองในความคิด คำพูดก็หลุดออกมาเสียแล้ว

  "Yearning"

 หัวคิ้วจินกระตุกอย่างตกใจ พร้อมกับม้วนกระดาษเอสี่ที่ถูกม้วนเมื่อไหร่ไม่รู้อย่างรวดเร็วฟาดปั่บลงมาที่กลางหัวฟูๆนั้นทันที

  "ภาษาญี่ปุ่นซีเฟ้ย! นี่วิชาภาษาญี่ปุ่นนะเว้ย"

 จินคลำหัวป้อยๆ เพราะคราวนี้ ม้วนกระดาษฟาดมาแรงกว่าครั้งแรก เหลือบตามองพร้อมมุบมิบบ่นพึมกับตัวเองในลำคอว่า -ถ้าภาษาญี่ปุ่นจริง จะเอาเฮเดรียนมาสอนทำซากอะไร โนบุนากะก็มีกิ๊กเป็นหนุ่มนะเฟ้ย-

  "ถวิลหา"

  คำตอบสั้นๆที่จินแปลออกมาจากศัพท์ต่างประเทศนั้น ตามมาด้วยเสียงจิ๊ของผู้เป็นอาจารย์ ซึ่งเป็นตัวการันตีในความถูกต้องของคำตอบ จินยิ้มเผล่ทันทีที่รู้ตัวว่าตนนั้นตอบถูกซึ่งก็หมายความว่า รอดจากการมานั่งหมกตัวกับกองหนังสือประวัติศาสตร์กษัตริ์ผู้รุ่งโรจน์ยุคกรีกเพื่อหาข้อมูลมาทำรายงาน ในขณะที่ซึบาสะหรี่ตาลงมองลูกศิษย์และรอยยิ้มนั้นอย่างขัดใจ

  "ดี การบ้านพิเศษของนายเขียนคำอธิบายความหมายของถวิลหา แล้วทำโน๊ตเกี่ยวกับโนบุนากะมาด้วย เพราะคาบต่อไปจะเรียนเรื่องนี้"

  สิ้นคำสั่ง จินก็โดดผางขึ้นมาทันที

"เฮ้ย ไหงทำงี้อ้ะ ผมตอบถูกแล้วนี่ซึบาสะ "

 ผู้เป็นอาจารย์ที่ได้ยินคำโอดครวญของลูกศิษย์ตนก็หมุนตัวหันกลับมาพร้อมกับส่งรอยยิ้มพริมใจไปให้ ก่อนที่ซึบาสะจะตอบคำถามนั้นด้วยน้ำเสียงที่จินสาบานว่ามันฟังดูเริงร่าเกินจะเป็นคำตอบของอาจารย์ตน จินเห็นว่ามันคือคำเยาะชัดๆ

  "เพราะการที่นายตอบถูกมันหมายความว่า นายมีพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับคำดี เลยให้ไปขยายความเพื่อเป็นความรู้แก่เพื่อนๆของนายในห้องไง"

 "แล้วเรื่องย่อโนบุนากะล่ะ?"

  "หลับในคาบฉันไม่โดนซักสามเรื่องแบบเต็มก็บุญแล้วนะ อคานิชิคุง"

 คำตอบที่จนเห็นว่ามันแสนจะไร้เหตุผลสิ้นดี ถูกตัดประโคจบด้วยเสียงออดหมดคาบที่ดังขึ้นมา ราวกับเป็นสัญญาณหมดยก จินจึงได้แต่ต้องจำยอมรับงานนั้นไปอย่างเสียไม่ได้ โดยที่ผู้เป็นอาจารย์นั้นดูจะอารมณ์ดีขึ้นทันตาเห็น

  ทัตซึยะที่เห็นอาจารย์ตนเดินออกจากห้องไปด้วยฝีเท้าที่แทบสกิ๊บตามจังหวะเพลงที่เจ้าตัวฮัม ก็เลิ่กหัวคิ้วมองด้วยความเอือม ก่อนจะหันไปหาเพื่อนตนที่ตอนนี้หน้านั้นบู่ลงจนแทบจะกองไปอยู่ตรงกลางจนหมด

  "กูจิ้มเป็นชาติ นี่ไม่รู้สึกเลยรึไงวะ? ชั้นไขมันมึงมันหนาเป็นเมตรเรอะ"

  "พูดมากน่า!" จินเหวี่ยงใส่อย่างนอยด์ในอารมณ์ ขณะที่หยิบเอาสมุกขึ้นมาเขียนคำอธิบายในคำที่ซึบาสะสั่งอย่างรีบๆ โดยมีทัตซึยะชะโงกหน้าอ่านตามด้วยการออกเสียงเบาๆ

  "ถวิลหา คือ ความต้องการในสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากจนเกินไป จดจ่อจนเกิดความรู้สึกเจ็บปวด ก้าวข้ามระดับความต้องการในปัจจัยทั้งสี่ที่สำคัญ และห่างใกลจากคำว่าอยาก .... โห รู้ดีนี่มึง"

  ทัตซึยะตาโตอย่างทึ่งๆในความสามารถด้านภาษาอันใหม่ของเพื่อนตน จินที่เห็นคิ้วที่ยกขึ้นกับปสกที่อ้าหวอของเพื่อนตนก็เอาดินสอตีเบาๆลงไปทีหนึ่งอย่างหมั่นใส้ระคนเอ็นดู

  "ก็ประสบการณ์กูผสมความเลี่ยนในระดับเช็คเสปียร์ไง เรื่องโนบุนากะ ช่วยกูด้วยล่ะ"

  "แหงะ... ว่าแต่ ... วันนี้มึงเป็นหนักกว่าทุกวัน มีเรื่องรึไง"

  ทัตซึยะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เบาลง จินกดหัวคิ้วลงทันทีเมื่อคิดได้ถึงปัญหาของตน แต่แล้วเสียงออดเริ่มคาบใหม่พร้อมกับประตูห้องเรียนที่เปิดพร้อมกับร่างของอาจารย์ประจำวิชาคาบใหม่ปรากฏขึ้น ทัตซึยะก็ตบลงที่หลังจินเบาๆ แล้วเอ่ยคำปลอบก่อนจะหดตัวลงไปนั่งที่โต๊ะของตัวเอง

  "เดี๋ยวช่วงบ่ายค่อยโดดไปนั่งคิดกับกูแล้วกันนะ"

  จินเผยยิ้มบางๆออกมาอย่างขอบคุณในความเป็นห่วงของเพื่อนตน ก่อนที่จะพยายามดึงสติไม่ให้วกไปคิดในเรื่องของเมื่อเช้า จนกว่าออดพักกลางวันจะเริ่มขึ้น ...

------------- To be continued --------------------

 

edit @ 2 Mar 2010 15:30:27 by pierce

edit @ 29 Apr 2010 13:57:09 by pierce

Comment

Comment:

Tweet

* - *

โอ้ว วว ว ว


ไม่เบา ๆๆๆๆ


เจ๋ง ๆๆๆๆ

จะมาอ่าน เรื่อย ๆ น้อ

จินเหมือนรู้เรื่องวายๆดีห่ะ 555+ แถมตอบเรื่องถวิลหาได้เฉียบ

บรรยายยังดีเหมือนเดิมเลย แล้วเมื่อไหร่จะได้เจอกันเนี่ย

ยังมีคนรอฟิคเรื่องนี้อยู่เน้ มาต่อเร็วๆน๊า พลีสสสสส confused smile

#4 By dom (118.173.101.194) on 2010-05-06 00:39

ตามมาอ่านตอนต่อ ^^

ยังคงไม่มีอะไรกระจ่างในความสัมพันธ์ของทั้งคู่เนอะ
แต่ก็จะเอาใจช่วยให้ได้เจอกันไวๆ

จินตอบแบบนั้นออกมา ตัวเองยังคงเลย ฮ่ะๆๆ
แต่สุดท้ายก็ไม่รอดพ้นครูซึบาสะไปได้

รออ่านตอนหน้านะคะ สู้ๆ ค่ะ

#3 By Bakanishi (58.10.234.252) on 2010-04-30 23:07

ขันน้ำ ขันน้ำ ดอกมะลิ ดอกมะลิ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ

ฮาโลฮ่าวันสงกรานต์นะค้า ว่าแต่อิโมน้ำลายไหลเกี่ยวอะไรกันนะ 5555

ปีนี้ขอให้อะไรๆ ราบลื่นราวทาน้ำมันมวยนะคะ ไฟท์โตะๆ

ว่าแต่ โอวววว ฟิค ! ( แอบอ่านคอมเมนต์ก่อน ) เคตะ x จินเหรอเนี่ย !!!!!!! เอาเจงงง

#2 By tomei on 2010-04-19 22:40

เง้อ! เคตะxจิน! เคตะxจิน! เคตะxจิน!
เค้ากลัวววววว ฮ่าๆ แต่ดีนะีที่ตอนนี้มันยังแยกกันอยู่ 555 แถวจินยังมีเพื่อนเลิฟเป็ฯทัตจัง อิอิ

แต่คาบเรียนของจินนี่ น่าเรียนเน๊อะ ทำไมไม่ยักกะมีแบบนี้สอนตอนฉันเรียนมั่งฟระ ปัจจุบันรู้จักแต่เฮฟากะอเล็กซี่ คิๆๆ หรือสายศิลป์เค้าสอนแบบนี้ด้วย ว๊ากก ตูเรียนเรื่องเซล์เรื่องอะตอมไปทำไมเนี่ย...หรือต้องล้วงลึกฟาราเดย์ว่าเป็ฯกิ๊กกะไมเคิลแองเจโร่ไรงี้ป่าวคงหนุกพิลึก(นอกเรื่องซะงั้นกรู )question

ปล โปรเจคออกทะเลของเราถึงไหนแล้วเฮ ตอนนี้กำลังเหมือนจะว่าง รีบๆส่งมาเน้อ open-mounthed smile

#1 By Hanabi on 2010-03-09 11:37

short fan-fiction